ประกาศจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด หากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีระดับเสียงเกินมาตรฐาน มีความผิดตามกฎหมาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงและปรับใหม่ ทั้งในส่วนของข้อแนะนำและข้อกำหนด ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรต้องติดตาม
ก่อนอื่นทำความรู้จักส่วนประกอบของรถจักรยานยนต์ที่ทำให้เกิดเสียงดัง
โดยหลัก ๆ มีอยู่ด้วยกัน 6 ประเภท ดังต่อไปนี้
- เครื่องยนต์ เสียงเกิดจากการจุดระเบิดของเครื่องยนต์
- ท่อไอเสีย เกิดจากการสั่นสะเทือนและแรงดันไอเสียจากเครื่องยนต์
- ระบบนำอากาศเข้าเครื่องยนต์ เสียงเกิดจากมวลอากาศที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์
- ระบบขับเคลื่อนเสียง เกิดจากการถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่ล้อและเสียงโซ่
- ยางและถนน เสียงเกิดจากยางล้อรถที่สัมผัสหรือเสียดสีกับผิวถนนขณะรถวิ่ง
- อื่น ๆ เสียงเกิดจากอากาศที่ไหลผ่านตัวรถและการสั่นสะเทือนของตัวรถ
ค่ามาตรฐานระดับเสียงรถจักรยานยนต์
แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
- ประเภทมีเครื่องหมายหรือแผ่นป้ายแสดงค่าผลการทดสอบระดับเสียงขณะอยู่กับที่ที่ได้รับการรับรองแบบ
จดทะเบียนก่อนวันที่ 1 มกราคม 2565 ค่ามาตรฐานระดับเสียงจะไม่เกิน 95 dBA และการจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 รวมถึงจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ค่ามาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 5 dBA - ประเภทไม่มีเครื่องหมายหรือแผ่นป้ายแสดงค่าผลการทดสอบระดับเสียงขณะอยู่กับที่ที่ได้รับการรับรองแบบ
จดทะเบียนก่อนและระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566 ค่ามาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 95 dBA ส่วนการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ค่ามาตรฐานระดับเสียงของรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 90 dBA
นอกจากนั้น ยังให้คำแนะนำรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
โดยการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม ดังต่อไปนี้
- สังเกตระดับเสียงรถจักรยานยนต์ระหว่างการใช้งาน
- บำรุงรักษารถให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
- หมั่นตรวจสภาพรถประจำปีก่อนต่อทะเบียน
- ใช้ท่อไอเสียที่ได้มาตรฐานมอก.
- ไม่ดัดแปลงท่อไอเสีย
- ไม่เร่งเครื่องยนต์หรือใช้แตรในย่านที่พัก
- ไม่แข่งรถในที่สาธารณะ
- ใช้รถอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบและวินัยจราจร
- ใช้รถส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็น
พร้อมกันนี้หากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีระดับเสียงเกินมาตรฐานจะมีความผิดตามกฎหมาย ได้แก่ พ.ร.บ.จราจรทางบทพ.ศ. 2522 โดยมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตามมาตรา 152 พ.ร.บ.ส่งเสริมการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 จะถูกออกคำสั่งห้ามใช้รถด้วยการติดสติ๊กเกอร์ห้ามใช้ชั่วคราว และต้องได้รับการแก้ไขและนำมาตรวจสอบภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนคำสั่งมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 102
ถึงแม้เราในฐานะผู้ขับขี่จะมีสิทธิ์ในการครอบครองรถ แต่ในเรื่องของการดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นท่อไอเสียหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถนั้นถือเป็นสิ่งที่พึงระวัง เพราะต้องได้รับการอนุญาตหรือบางข้อเสนออาจไม่สามารถทำได้ เช่น การดัดแปลงท่อไอเสียหรือนำรถแข่งในที่สาธารณะ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมาย
